ThaiEnglish
  Home | Contact us | Site map | Search :
 
FONTSIZE
เกี่ยวกับกระทรวง >> ผลงานกระทรวง
ด้านการค้าต่างประเทศ


ด้านการค้าต่างประเทศ

1. การส่งออก

       
 ภาคการส่งออก หัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และเม็ดเงินเหล่านี้ได้ย้อนกลับมาพัฒนาประเทศสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน

         ทั้งนี้ การค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนตุลาคมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าถึง 7,421 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 และทำให้การส่งออกในระยะ 10 เดือนแรกของปี 2546 (มค.-ตค.) มีมูลค่า 65,750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 15.6 คิดเป็นร้อยละ 85.3 ของเป้าหมายที่กำหนดไว้มูลค่า 77,076 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่า มูลค่าส่งออกทั้งปี 2546 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 12.0

        อนึ่ง ดุลการค้าของไทยเดือนตุลาคมเกินดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 โดยเกินดุลมูลค่า 436 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทำให้ดุลการค้าในระยะ 10 เดือนแรกของปี 2546 (มค.-ตค.) มีมูลค่า 4,665 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 31.6 สูงกว่าเป้าหมายการเกินดุลการค้าที่กำหนดไว้มูลค่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าทั้งปี 2546 จะเกินดุลมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

        การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ร้อยละ 10.6 และ 25.1 ตามลำดับ ตลาดใหม่ขยายตัวในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดที่ไทยได้ไปทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ขยายตัวในอัตราสูงมาก คือ จีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 65.5 (กำหนดเป้าหมายไว้ร้อยละ 50.0) และ อินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3 (กำหนดเป้าหมายไว้ร้อยละ 12.0) และทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36.9 เทียบกับร้อยละ 34.5 ในปี 2545

         การส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม ที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง สินค้าอาหารประเภท อาหารทะเล แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (กุ้ง ปลา ปลาหมึก) ผัก ผลไม้ ไก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ อัญมณี ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องสำอาง

        ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออก ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าของตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศในแถบเอเซีย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนิน

         มาตรการในการส่งเสริมและเร่งรัดการส่งออกที่สำคัญ เช่น การเจาะและขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ผักและผลไม้

         นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มีความสำคัญอื่น ๆ ที่ส่งผลให้การส่งออกในช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างเด่นชัด อาทิ การเดินทางไปเจาะและขยายตลาดของผู้แทนระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนในตลาดใหม่ เช่น จีน อินเดีย ประเทศเพื่อนบ้านและตะวันออกกลาง รวมถึง การดำเนินการเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าและจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย บาห์เรน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐ
      
2. การสร้างนักธุรกิจ (INTER TRADER)

        
เพื่อให้มูลค่าการส่งออกในปี 2547 บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวน 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นกระทรวงพาณิชย์ จะใช้กลยุทธ์สนับสนุนกลุ่มผู้ส่งออกรายย่อย หรือ อินเตอร์เทรดเดอร์ เข้ามาทำการตลาด เพื่อกระจายสินค้าไทยไปต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้การส่งออกสินค้าไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้าได้ไม่ต่ำกว่า 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
        การสร้างกลุ่มผู้ส่งออกรายย่อย หรือ อินเตอร์เทรดเดอร์ ก็เพื่อเร่งเจาะตลาดสำคัญให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายตลาดที่สำคัญ เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง เนื่องจากขณะนี้สินค้าไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าเฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนสินค้าชนิดอื่น ๆ เริ่มเป็นที่สนใจจากผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

         ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับกลยุทธ์เกี่ยวกับการสร้างตลาดสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักและกระจายไปยังทุกกลุ่มทั่วโลกให้มากขึ้น โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งเน้นจัดงานแสดงสินค้าในลักษณะดึงผู้ผลิตพบผู้นำเข้า โดยเจรจารายละเอียดของสินค้าแต่ละประเภทเป็นหลัก และหลังจากนั้นจะเปิดจำหน่ายสินค้าเป็นการทั่วไปให้กับประชาชน ซึ่งจะเหมือนกันทั้งในการจัดแสดงสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ

         นอกจากนี้ ที่สำคัญในการเดินทางโรดโชว์ในตลาดต่างประเทศที่ภาครัฐได้นำคณะโดยดึงผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยเดินทางร่วมคณะไปด้วย ซึ่งบริษัทกิจการขนาดใหญ่ของไทยไม่ค่อยสนใจที่จะทำตลาดมากนัก เพราะเห็นว่าสินค้าของบริษัทติดตลาดและเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติอยู่แล้ว ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเปลี่ยนวิธีทางการตลาดทั้งระบบใหม่จากเดิมมุ่งเน้นดึงบริษัทขนาดใหญ่ของไทยให้ร่วมเดินทางออกไปโรดโชว์ทำตลาดต่างประเทศทั่วโลกมาเป็นการสร้างนิติบุคคลรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเข้าเจาะถึงกลุ่มผู้ใช้ในตลาดตางประเทศโดยตรงแบบเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ มากกว่าที่จะจัดงานแสดงสินค้าระยะสั้นเท่านั้น กระทรวงพาณิชย์ จึงดำเนินการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนและสร้างผู้ส่งออกอินเตอร์เทรดเดอร์ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 5,000 ราย ผู้ส่งออกรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การพัฒนาความรู้และทักษะด้านการค้าระหว่างประเทศการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ผลิต ผู้ส่งออกในประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกันนอกจากนั้นจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและยังได้รับความช่วยเหลือในการจัดหาแหล่งสนับสนุนด้านการเงินเพื่อประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

         ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มจัดทำโครงการเมื่อ 1 สิงหาคม 2546 จนถึงปัจจุปันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 583 ราย ในการจัดวันธุรกิจ INTER TRADER พบผู้ผลิต เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 มีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและเจรจาการค้า รวมทั้งสิ้น 740 ราย ซึ่งสามารถจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่าง INTER TRADER 226 ราย และผู้ผลิต 165 ราย ที่คาดว่าจะดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง สำหรับการประชุม INTER TRADER ไทยในต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา มีสนใจ 361 ราย และที่เยอรมนี มีนักธุรกิจ INTER TRADER ของไทยเข้าร่วมประชุม จำนวน 115 ราย จาก 11 ประเทศในภูมิภาคยุโรป

         การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก INTERTRADER ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ได้รับคำสั่งซื้อทันที 667.08 ล้านบาท และมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 1586.6 ล้านบาท 
   
3. การส่งเสริมการส่งออก

3.1 ส่งเสริมและพัฒนาการค้าชายแดน

       
โดยสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับการให้ความรู้เกี่ยวกับกฏ ระเบียบ และมาตรการทางการค้า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดน ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ ปี 2544 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ปี 2545 เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 และปี 2546 เพิ่มขึ้นร้อยละ 40

3.2 ส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า

        
โดยมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกที่มีการใช้สิทธิ (GSP CEPT) ต่อมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศที่ให้สิทธิเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.9 ในปี 2544 เพิ่มร้อยละ 18.0 ในปี2545 และเพิ่มร้อยละ 22.9 ในปี 2546 รวมทั้งดำเนินการรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้า ซึ่งได้รับคืนสิทธิ GSP จากสหรัฐอเมริกา สำหรับสินค้าไทยจำนวน 12 รายการ มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกา รวมกันกว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (มีผลวันที่ 1 กรกฏาคม 2546) และสหภาพยุโรป คืนสิทธิ GSP 3 กลุ่มสินค้า มีมูลค่าการใช้สิทธิ GSP รวม 314 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2546)

3.3 การบริการประชาชนให้รวดเร็ว

        
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการออกหนังสือสำคัญส่งออก – นำเข้าสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการมาอย่างต่อเนื่อง

          ตั้งแต่ปี 2544 ได้นำระบบ EDI มาใช้สำหรับการออกหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอ ซึ่งสัดส่วนการออกหนังสือรับรองฯ ด้วยระบบนี้มีประมาณร้อยละ 60 ของ จำนวนหนังสือรับรองการส่งออกสินค้าทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการออกหนังสือสำคัญการส่งออก – นำเข้า ที่กรมการค้าต่างประเทศให้บริการทุกประเภท นอกจากนีได้เปิดให้บริการด้วยระบบ EDI ในรูปแบบของ Service Counter สำหรับผู้ส่งออกสินค้าสิ่งทอ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นต้นมา กรมการค้าต่างประเทศได้ขยายการให้บริการในระบบ EDI กับการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นเอกสารที่กรมให้บริการมากที่สุดถึงร้อยละ 60 ของเอกสาร
 
         นอกจากนี้กรมการค้าต่างประเทศ อยู่ในระหว่างดำเนินการจัดจ้างเพื่อจัดทำระบบการให้บริการด้วยระบบ EDI สำหรับการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก – นำเข้าสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ซึ่งคาดว่าแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 และ ภายในปี 2547 จะขยายการให้บริการออกหนังสือสำคัญฯ ด้วยระบบ EDI ไปยังหน่วยงานของกรมฯ ในส่วนภูมิภาคละหน่วยงานอื่น ๆ ที่กรมฯ มอบอำนาจให้ดำเนินการรวมทั้งจะ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร เพื่อให้การตรวจปล่อยสินค้าเป็นไปด้วยความรวดเร็วและนำไปสู่การออกหนังสือสำคัญการส่งออก – นำเข้าสินค้าในรูปแบบของ Paperless ต่อไป
 
3.4 การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย
 
       
เพื่อส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายสินค้าไทยในระหว่างการจัดงานแสดงสินค้าและเกิดการขยายตัวของการส่งออกทั้งปริมาณและมูลค่าในระยะต่อมา โดยเชิญนักธุรกิจจากทั่วโลกเข้ามาสั่งซื้อสินค้าภายในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นปีละ 10 ครั้ง ซึ่งผลจากการจัดงานแสดงสินค้าในปี 2544 - 2546 ทำให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อทันทีรวม 14,805.26 ล้านบาท และสั่งซื้อภายใน 1 ปี ประมาณ 52,791.10 ล้านบาท
 
3.5 การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ
 
       
กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับผู้ผลิต/ผู้ส่งออกสินค้าและบริการเข้าร่วมงาน แสดงสินค้าในตลาดส่งออกสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน รวมทั้งตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิต/ผู้ส่งออก ได้มีโอกาสนำเสนอขายสินค้า และศึกษาความต้องการของตลาดเพื่อจะได้พัฒนากลยุทธ์การตลาดต่างประเทศ ซึ่งผลจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าได้รับผลการสั่งซื้อทันทีกว่า 9,250.30 ล้านบาท และสั่งซื้อภายใน 1 ปี ประมาณ 31,800.83 ล้านบาท
 
3.6 การจัดงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศ (Solo Show)
 
        
เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปตลาดหลัก จึงได้นำผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไปจัดงานแสดงสินค้าในตลาดใหม่ เพื่อแนะนำสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้นซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สินค้าที่นำไปจัดแสดงมีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคได้รับความสนใจสั่งซื้อจากผู้มาชมงานจำนวนมาก ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าที่จัดในต่างประเทศ ในปี 2544-2546 รวม 36 ครั้ง ได้แก่ อินเดีย 7 ครั้ง บังคลาเทศและพม่า ประเทศละ 5 ครั้ง จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และแอฟริกาใต้ ประเทศละ 3 ครั้ง สหรัฐอาหรับ-เอมิเรสต์ 2 ครั้ง อียิปต์และญี่ปุ่น ประเทศละ 1 ครั้ง ซึ่งในการจัดงานแสดงสินค้าลักษณะนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยประเมินจากจำนวนนักธุรกิจที่เข้าชมงานมีจำนวนมากขึ้น
 
3.7 การจัดกิจกรรม Joint Promotion
 
    
    กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ Supermarket/Departmentstore/Importer รายสำคัญในต่างประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไทยและธุรกิจบริการ เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มผู้บริโภคโดยตรง จำนวน 54 ครั้ง ในประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ อิตาลี สหราชอาณาจักร ไต้หวัน และเยอรมนี
 
3.8 การจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนต่างประเทศ (Outgoing Mission)

       
  การจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศ และเชิญผู้นำเข้ามาเยี่ยมชมและสั่งซื้อสินค้าในงาน ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าขายทันที นอกจากนี้ยังเป็นการจัดคณะผู้แทนการค้า ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐและภาคเอกชนเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และเพื่อให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและการลงทุน โดยตั้งแต่ปี 2544 – 2546 มีคณะผู้แทนการค้าเยือนต่างประเทศทั้งสิ้น 93 คณะ
 
3.9 การจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางมาเยือนประเทศไทย (Incoming mission)

       
กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญคณะผู้แทนการค้าจากต่างประเทศเดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 601 คณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคณะผู้แทนการค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยที่กระทรวงฯจัด รวมทั้งคณะผู้แทนการค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้า และตลาดกลางเพื่อการส่งออก (Thailand Export Mart) และศูนย์แสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (Thailand Furniture Mart)

3.10 การขยายตลาดใหม่
        
กระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนการขยายการส่งออกไปตลาดใหม่ โดยดำเนินการ 2 มาตรการ ได้แก่
         มาตรการด้านการเงิน : มีผู้ส่งออกยื่นขอชดเชยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 111 ราย
         ในวงเงิน 77.17 ล้านบาท
         มาตรการส่งเสริมการส่งออก : มีผู้ส่งออกเข้าร่วมโครงการ 514 บริษัท และขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเจาะ
         ขยายตลาดใหม่ 1,016 กิจกรรมรวมวงเงินที่ให้การสนับสนุน 118.80 ล้านบาท
 
3.11 การพัฒนาผลิตภัณฑ์

         การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการเจาะตลาดและสร้างชื่อสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ทั้งนี้ การดำเนินงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าหัตถกรรมในภูมิภาค โดยคัดเลือกกลุ่มผู้ผลิตที่มีศักยภาพ เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Made in Thailand 4 ครั้ง จัดนิทรรศการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในงานแสดงสินค้านานาชาติของกรมฯ โครงการพัฒนารูปแบบสินค้าพื้นบ้าน โดยได้รับความร่วมมือจาก Japan External Trade Organization (JETRO) และ ASEAN Promotion Center โตเกียว โครงการพัฒนานักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ จากการดำเนินโครงการทำให้กลุ่มผู้ผลิตมีความรู้ ความเข้าใจถึงความสำคัญของรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการขาย เป็นการยกระดับสินค้าพื้นเมืองและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นด้วย
 
3.12 ทีมปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว (Special Task Force : STF)

          กระทรวงพาณิชย์ได้วางยุทธศาสตร์ในการเจาะขยายตลาดให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ ได้แก่ จีน เอเซียใต้ ตะวันออกกลาง รัสเซียและ CIS แอฟริกา และอเมริกาใต้ จึงต้องสร้างทีมปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสนอแนะแนวทางการจัดทำกลยุทธ์การขยายตลาดเชิงรุก หรือปรับเปลี่ยนแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตลาด โดยมีแนวทางการปฏิบัติงาน คือ
  • สำรวจความต้องการสินค้าไทยในตลาด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ภาคเอกชนสามารถนำไปดำเนินการต่อไป
  • ศึกษาข้อจำกัดและโอกาสในการขยายตลาดของสินค้าส่งออกของไทย การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เช่น การหาแนวทางการจัดตั้ง Business Council กับไทย การหาลู่ทางการลงทุนหรือการใช้ตลาดนั้นๆ เป็นประตูการค้าไปสู่ประเทศอื่นๆในภูมิภาค
  • ติดตามการดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงฯ/รัฐบาล ในตลาดนั้นๆ เช่น การลงนาม MOU และการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นต้น
  • ให้เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็น Strategic Planner โดยศึกษาข้อมูลของตลาดและเสนอแนะกลยุทธ์เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ

3.13 การพัฒนาบุคลากร
        จัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการส่งออกเฉพาะสินค้าหรือตลาด และความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจส่งออกให้กับผู้สนใจทั้งที่เป็นผู้ส่งออกอยู่แล้วและผู้ที่ประสงค์จะทำธุรกิจส่งออก ระหว่างปี 2544-2546 จำนวน 290 โครงการ โดยมีผู้เข้ารับการสัมมนาทั้งสิ้น 27,129 ราย
   

4. การแก้ไขปัญหาอุปสรรค และการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า

        กระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาในการส่งออก เช่น การแก้ไขปัญหาสารต้องห้าม (สารคลอแรมฟีนิคอลและไนโตรฟูแรม) ตกค้างในสินค้ากุ้งและไก่ในตลาดสหภาพยุโรป การแก้ปัญหามาตรฐานการผลิตและข้อกำหนดด้านสุขอนามัยของประเทศผู้นำเข้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น และการแก้ไขปัญหาการส่งออกนำเข้าเพชรที่ยังมิได้เจียระไน เพื่อให้เป็นไปตามกรอบความตกลง Kimberly Process ส่งผลให้สินค้าส่งออกสำคัญ ของไทยดังกล่าวสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในด้านการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการฟ้องร้องประเทศสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของ WTO ในหลายคดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของไทย เช่น การเจรจาเรื่องการชดเชยผลกระทบต่อการส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง ระบบการให้สิทธิพิเศษ GSP ภายใต้ Drug Regime การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาล การใช้มาตรการที่ผลต่อการนำเข้าสับปะรด สินค้าไก่หมักเกลือ เป็นต้น รวมทั้งการเข้าร่วมในฐานะ Third Party ในกรณีที่สหภาพยุโรปฟ้องสหรัฐอเมริกาเรื่องการใช้มาตรการปกป้อง (Safeguards) กับสินค้าเหล็ก นอกจากนี้ยังได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับประเทศคู่ค้า ที่ส่งสินค้าเข้ามาในประเทศไทยในราคาที่ตำกว่าต้นทุน ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ จึงใช้มาตรการตอบโต้เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตสินค้าในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ โดยเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าปกติ กับสินค้าที่มีการทุ่มตลาด โดยในปี 2544 ดำเนินมาตรการกับ 3 ประเทศ ในสินค้า 2 รายการ ปี 2545 ดำเนินมาตรการกับ 15 ประเทศ ในสินค้า 2 รายการ ปี 2546 ดำเนินมาตรการกับ 3 ประเทศ ในสินค้า 2 รายการ สินค้าที่ไทยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น เช่น แผ่นเหล็กรีดร้อนจากญี่ปุ่น เหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็นจากสหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และแผ่นเหล็กรีดเย็นจากรัสเซีย และคาซัคสถาน รวมทั้งยังมีการเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากยูเครน อินโดนีเซีย และกรดซิทริกจากจีน
 
4. การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
 

4.1 การจัดทำเขตการค้าเสรี (Free Trade Area)
 

        รัฐบาลมีนโยบายจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เพื่อลดอุปสรรค และรุกขยายตลาดการค้า และการลงทุน กระจายแหล่งส่งออกและนำเข้า สร้างพันธมิตรที่จะเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจ และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการเชื่อมโยงกับประเทศนอกกลุ่มทั้งในภูมิภาคเอเซียและภูมิภาคอื่นทั่วโลก กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเจรจาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ ทั้งในระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาค และมีความก้าวหน้าในการจัดทำเขตการค้าเสรีกับหลายๆประเทศ ดังนี้
ไทย-จีน
ได้มีการลงนามในกรอบความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างทั้งสองประเทศโดยได้ตกลงลดภาษีนำเข้าผักและผลไม้ให้เหลือร้อยละ 0 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 อันเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าผัก ผลไม้ของไทย เช่นทุเรียน ลำไย เป็นต้น ไปยังตลาดจีน และผู้บริโภคในประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการที่สินค้าผักและผลไม้นำเข้าจากประเทศจีนมีราคาถูกลง

ไทย-อินเดีย
มีการลงนามในกรอบความตกลงฯ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 และจะมีการลดภาษีสินค้าในเบื้องต้น 84 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2547–1 มีนาคม 2549 โดยสินค้าที่จะมีการลดภาษีทันที ได้แก่ ผลไม้ (เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน ) อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณี เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก

ไทย-บาห์เรน
อยู่ระหว่างการดำเนินการลดภาษีสินค้าในเบื้องต้น (Early Harvest) เช่น พืช ผัก ผลไม้สด และแช่แข็ง ปลาสดหรือปลาแช่แข็ง น้ำมันเบนซิน และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น จำนวน 626 รายการ อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 0-3 และจะลfภาษีสินค้าทุกรายการลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2553 และสามารถตกลงกันได้ในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งในอนาคตบาห์เรนจะเป็นประเทศคู่ค้าที่ สำคัญของไทย และทำให้ไทยได้รับความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านบาห์เรนไปสู่กลุ่มประเทศตะวัน ออกกลาง

ไทย-ออสเตรเลีย
มีการสรุปผลทั้งด้านสาระและแนวทางการดำเนินการภายใต้กรอบความตกลงฯ ในเดือนตุลาคม 2546 และคาดว่าจะมีการลงนามในกรอบความตกลงฯได้ประมาณกลางปี 2547 และเริ่มมีผล บังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2548

ไทย-ญี่ปุ่น
อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (CEP) ซึ่งครอบคลุม FTA และ ความร่วมมือทางวิชาการ

ไทย-สหรัฐอเมริกา
มีการลงนามกรอบความตกลงการค้าและการลงทุน (TIFA) เพื่อพัฒนาสู่ FTA โดยจะเริ่มต้นเจรจาตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 และจะครอบคลุมด้านต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ สินค้า บริการ การลงทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ไทย-เปรู
มีการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (CEP) ไปแล้ว และจะเริ่มเปิดการเจรจาตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เป็นต้นไป โดยจะ ครอบคลุมในเรื่องการค้าสินค้า บริการ การลงทุน รวมทั้งความร่วมมือด้านอื่นๆ เช่น การขนส่งและท่องเที่ยว เป็นต้น

อาเซียน-จีน
จะเริ่มลดภาษีสินค้าในเบื้องต้น (Early Harvest ) เช่น ผัก ผลไม้สด และแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น โดยเริ่มลดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 และลดลงเหลือ 0 % ในปี 2549

อาเซียน-ญี่ปุ่น
มีการลงนามใน AJCEP Framework ไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 และอยู่ระหว่างการหารือในเรื่องการค้าสินค้า บริการและการลงทุน

อาเซียน-อินเดีย
มีการลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (CEP) ไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 และกำลังดำเนินการเจรจาในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การเปิดเสรีบริการและการลงทุน

อาเซียน-ยุโรป
มีการจัดทำกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค (TREATI) โดยจะให้ความสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกันในสาขาสุขอนามัย การกีดกันทางการค้าการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง FTA ในอนาคต
 
BIMST-EC
อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำร่างกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี โดยจะครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้าสินค้าและบริการ การลงทุนและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
4.2 การเจรจาการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO)
 

         กระทรวงพาณิชย์เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมในการเจรจาการค้ารอบใหม่ภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งประกอบด้วยเรื่องที่เจรจา 8 เรื่อง คือ เกษตร บริการ การเปิดตลาดสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าเกษตร กฎระเบียบ WTO (การอุดหนุน การทุ่มตลาด และความตกลงการค้าในระดับภูมิภาค) ทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม กลไกการระงับข้อพิพาท และการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง และร่วมทำการศึกษาเรื่องใหม่ ๆ อีก 4 เรื่อง คือ การลงทุน นโยบายแข่งขัน ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีการประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการเจรจา ซึ่งผลการประชุมเป็นที่น่าพอใจ รัฐมนตรีที่เข้าร่วมการประชุมแสดงท่าทีผ่อนปรนในหลายเรื่อง ที่สำคัญ เรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าภายใต้ WTO ในเรื่องสำคัญ ๆ เช่น การเปิดตลาดสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม การปฏิบัติตามพันธกรณีรอบอุรุกวัย ทรัพย์สินทางปัญญา การค้าและสิ่งแวดล้อม การค้าบริการ รวมทั้งเจรจาจัดทำร่างกฎหมายเรื่อง การแก้ไขกระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO การปรับปรุงกฎเกณฑ์ของ WTO ในเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด การอุดหนุน และการรวมกลุ่มภูมิภาค เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังได้จัดทำรูปแบบ ( Modalities ) สำหรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมในแนวทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

4.3 การเจรจาการค้าบริการ

       กระทรวงพาณิชย์ได้ยื่นข้อเรียกร้อง (request) ต่อสมาชิก WTO 15 ประเทศ เพื่อขอให้เปิดตลาดการค้าบริการให้แก่ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุญาตให้คนไทยเข้าไปทำงานในสาขาภัตตาคาร บริการทางแพทย์ (รวมนวดแผนไทย) ในการเจรจาการค้าบริการรอบใหม่ โดยการหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนหลายครั้ง เพื่อประกอบการจัดทำข้อเรียกร้องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณารูปแบบ (Modality) สาขาการบริการและกิจกรรมที่ประสงค์จะจัดทำข้อผูกพันการเปิดเสรีภายใต้เวทีอาเซียน และมีแผนการหารือในการเปิดเสรีระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจา เช่น จีน บาห์เรน และออสเตรเลีย ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี(FTA) อีกด้วย

4.4 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

       1) เอเปค (APEC)
           กระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค หรือที่เรียกว่า APEC MRT 2003 (APEC Meeting of Ministers Responsible for Trade) การประชุมให้ความสำคัญกับระบบการค้าพหุภาคี ความเร่งด่วนที่จะต้องเร่งการเจรจาเรื่องต่าง ๆ เช่น การเปิดเสรีสินค้าเกษตร การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมและบริการ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศกำลังพัฒนา การเสริมสร้างสมรรถนะแก่สมาชิกกำลังพัฒนา รวมทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า เน้นความร่วมมือและการปฏิบัติของสมาชิกในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อบรรลุเป้าหมายลดต้นทุนการนำเข้าและส่งออกลงร้อยละ 5 ภายในปี ค.ศ. 2006 รวมทั้งวิธีการวัดค่าใช้จ่ายทางธุรกรรมที่ลดลง

          ทั้งนี้ ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อเสนอ Sectoral Food MRA (Mutual Recognition Arrangement) ให้เป็น Pathfinder Initiative เรื่องใหม่ในเอเปค โดยในชั้นต้น สิงคโปร์และเวียดนามจะร่วมกับไทย นำร่องในโครงการนี้ให้มีความคืบหน้าต่อไป โดยกำหนดวิธีการตรวจสอบมาตรฐานอาหารให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทย และส่งเสริมกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลก

       2) อาเซียน (ASEAN)
          กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมการประชุมอาเซียนเพื่อเสนอแนะแนวทางการรวมกลุ่มของอาเซียนให้เข้มแข็ง โดยใช้วิธี dual track ด้วยการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิกอาเซียนไปพร้อมกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากนอกภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้มีการเจรจารักษาผลประโยชน์ของไทยภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในกรณีที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียไม่ลดภาษีสินค้าน้ำตาลตามกำหนดเวลาโดยขอให้ทั้งสองประเทศชดเชยด้วยการซื้อสินค้าโดยเฉพาะข้าวและน้ำตาลจากไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีส่วนร่วมในการเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน – จีน และพิจารณาแนวทางการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในส่วนของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ร่วมมือกับสมาชิกอาเซียนส่งเสริมการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคเอกชนและรัฐบาล (e-government) เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดสังคมอิเล็กทรอนิกส์
 
 
 
สงวนลิขสิทธิ์ โดย กระทรวงพาณิชย์ Ministry of Commerce
44/100 ถนนนนทบุรี 1 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
โทรศัพท์ 02-507-8000 โทรสาร 02-547-5210
E-mail:webmaster@moc.go.th
: Best Viewed in Internet Explorer
Go Top